<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><?xml-stylesheet title="XSL_formatting" type="text/xsl" href="https://news.samsung.com/th/wp-content/plugins/btr_rss/btr_rss.xsl"?><rss version="2.0"
     xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
     xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
     xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
     xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
     xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
     xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	 xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>
	<channel>
		<title>FDA &#8211; Samsung Newsroom ประเทศไทย</title>
		<atom:link href="https://news.samsung.com/th/tag/fda/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
		<link>https://news.samsung.com/th</link>
        <image>
            <url>https://img.global.news.samsung.com/image/newlogo/logo_samsung-newsroom.png</url>
            <title>FDA &#8211; Samsung Newsroom ประเทศไทย</title>
            <link>https://news.samsung.com/th</link>
        </image>
        <currentYear>2026</currentYear>
        <cssFile>https://news.samsung.com/th/wp-content/plugins/btr_rss/btr_rss_xsl.css</cssFile>
		<description>What's New on Samsung Newsroom</description>
		<lastBuildDate>Fri, 18 Sep 2026 12:31:47 +0000</lastBuildDate>
		<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
					<item>
				<title><![CDATA[ซัมซุง ประกาศความสำเร็จฟีเจอร์เครื่องช่วยฟังบน Galaxy Buds ผ่านการรับรองจาก FDA พร้อมเดินหน้ายกระดับการดูแลสุขภาพให้เข้าถึงง่ายกว่าที่เคย]]></title>
				<link>https://news.samsung.com/th/%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88</link>
				<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 13:57:34 +0000</pubDate>
								<media:content url="https://img.global.news.samsung.com/th/wp-content/uploads/2026/09/11134812/Samsung-Mobile-Samsung-Hearing-Aid-Feature-Galaxy-Buds-FDA_Thumb728.jpg" medium="image" />
				<dc:creator><![CDATA[Nattaporn Boonprapa]]></dc:creator>
						<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทโฟน]]></category>
		<category><![CDATA[FDA]]></category>
		<category><![CDATA[Galaxy Buds3 Pro]]></category>
		<category><![CDATA[Galaxy Buds4 Pro]]></category>
		<category><![CDATA[hearing aid]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องช่วยฟัง]]></category>
                <guid isPermaLink="false">https://bit.ly/4A8ACNE</guid>
									<description><![CDATA[ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญเมื่อฟีเจอร์เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aid) บน Galaxy Buds ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้หูฟัง Galaxy Buds รุ่นที่รองรับ สามารถใช้งานเป็นเครื่องช่วยฟังแบบจำหน่ายทั่วไป (Over-The-Counter: OTC) ได้ทันที ช่วยให้ผู้ใช้งานที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาวะสูญเสียการได้ยินในระยะเริ่มต้นถึงระดับกลาง เช่น เริ่มฟังบทสนทนาในพื้นที่เสียงดังได้ไม่ชัดเจน สามารถจัดการและฟื้นฟูการได้ยินได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์หรือเดินทางไปพบแพทย์ที่คลินิก นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถตรวจเช็กการได้ยินได้ด้วยตัวเองผ่านฟีเจอร์ “ทดสอบการได้ยิน” (Hearing Test) บน Galaxy Buds ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ (SaMD) และให้ผลวิเคราะห์ได้มาตรฐานแม่นยำเทียบเท่ามาตรฐานทางการแพทย์ ฮอน ปัก รองประธานอาวุโสและหัวหน้าทีม Digital Health กลุ่มธุรกิจโมบายล์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ (MX) ของซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “สุขภาพการได้ยินเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาวะโดยรวม ซึ่งส่งผลต่อการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด และการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมาก การได้รับการรับรองจาก FDA ในครั้งนี้ […]]]></description>
																<content:encoded><![CDATA[
<p>ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญเมื่อ<strong>ฟีเจอร์เครื่องช่วยฟัง</strong> (Hearing Aid) บน Galaxy Buds ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้หูฟัง Galaxy Buds รุ่นที่รองรับ<sup data-fn="26e0aecf-8e10-42cd-8284-b0304956c50b" class="fn"><a href="#26e0aecf-8e10-42cd-8284-b0304956c50b" id="26e0aecf-8e10-42cd-8284-b0304956c50b-link">1</a></sup> สามารถใช้งานเป็นเครื่องช่วยฟังแบบจำหน่ายทั่วไป (Over-The-Counter: OTC)<sup data-fn="610c0a2f-9f20-49cf-b820-2caabc72c76b" class="fn"><a href="#610c0a2f-9f20-49cf-b820-2caabc72c76b" id="610c0a2f-9f20-49cf-b820-2caabc72c76b-link">2</a></sup> ได้ทันที ช่วยให้ผู้ใช้งานที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาวะสูญเสียการได้ยินในระยะเริ่มต้นถึงระดับกลาง เช่น เริ่มฟังบทสนทนาในพื้นที่เสียงดังได้ไม่ชัดเจน สามารถจัดการและฟื้นฟูการได้ยินได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์หรือเดินทางไปพบแพทย์ที่คลินิก นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถตรวจเช็กการได้ยินได้ด้วยตัวเองผ่านฟีเจอร์ <strong>“ทดสอบการได้ยิน”</strong> (Hearing Test) บน Galaxy Buds ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ (SaMD) และให้ผลวิเคราะห์ได้มาตรฐานแม่นยำเทียบเท่ามาตรฐานทางการแพทย์</p>



<p><strong>ฮอน ปัก</strong> รองประธานอาวุโสและหัวหน้าทีม Digital Health กลุ่มธุรกิจโมบายล์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ (MX) ของซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “สุขภาพการได้ยินเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาวะโดยรวม ซึ่งส่งผลต่อการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด และการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมาก การได้รับการรับรองจาก FDA ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดกว้างให้ผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือการได้ยินได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเปลี่ยนการดูแลสุขภาพเชิงรุกให้เป็นเรื่องใกล้ตัว ด้วยการรวมฟังก์ชันทดสอบและการช่วยฟังเข้าไว้ใน Galaxy Buds โดยตรง”</p>



<p>ภาวะสูญเสียการได้ยินเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พบได้บ่อยมาก แต่กลับเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้ามมากที่สุดทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกกว่า 1,500 ล้านคนประสบภาวะสูญเสียการได้ยินในระดับที่แตกต่างกันไป และคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งสูงถึง 2,500 ล้านคนภายในปี 2050 อย่างไรก็ดี ผู้มีปัญหาสายตาและการได้ยินจำนวนมาก กลับเลี่ยงที่จะใช้เครื่องช่วยฟังเนื่องจากปัจจัยด้านราคาที่สูง ค่านิยมทางสังคม หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ</p>



<p>ซัมซุงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือการได้ยินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 โดยเริ่มจากการเปิดตัวฟีเจอร์ “ขยายเสียงส่วนบุคคล” (Personal Sound Amplification Product: PSAP) บน Galaxy Buds+</p>



<p>ต่อมาในปี 2021 ฟีเจอร์ PSAP ได้รับการยืนยันผ่านการทดสอบทางคลินิกว่าสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารในชีวิตประจำวันของผู้ที่มีปัญหาการได้ยินได้จริง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาฟีเจอร์เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันและเพื่อให้ได้โซลูชัน OTC ที่สมบูรณ์แบบ ซัมซุงจึงได้ร่วมมือกับ ห้องปฏิบัติการโสตศาสตร์แห่งชาติและ ศูนย์การแพทย์ซัมซุง รวมถึงอ้างอิงผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกอย่างเข้มงวดจาก ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐซานโฮเซ และมหาวิทยาลัยเมมฟิส</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img width="1000" height="667" src="https://img.global.news.samsung.com/th/wp-content/uploads/2026/09/11134810/Samsung-Mobile-Samsung-Hearing-Aid-Feature-Galaxy-Buds-FDA_main1.jpg" alt="ตัวอย่างผลการทดสอบการได้ยิน" class="wp-image-21767" /><figcaption class="wp-element-caption">▲ ตัวอย่างผลการทดสอบการได้ยิน</figcaption></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img width="1000" height="667" src="https://img.global.news.samsung.com/th/wp-content/uploads/2026/09/11134811/Samsung-Mobile-Samsung-Hearing-Aid-Feature-Galaxy-Buds-FDA_main2.jpg" alt="หน้าจอการตั้งค่าฟีเจอร์เครื่องช่วยฟัง" class="wp-image-21768" /><figcaption class="wp-element-caption">▲ หน้าจอการตั้งค่าฟีเจอร์เครื่องช่วยฟัง</figcaption></figure></div>


<p>ซัมซุงมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพการได้ยินแบบครบวงจรผ่าน 2 ฟีเจอร์หลักที่ได้รับการติดตั้งมาใน Galaxy Buds โดยตรงแบบไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเสริม<sup data-fn="81630ed5-e0c8-4219-9517-89738a474b08" class="fn"><a href="#81630ed5-e0c8-4219-9517-89738a474b08" id="81630ed5-e0c8-4219-9517-89738a474b08-link">3</a></sup> ผู้ใช้งานสามารถเข้าเมนู Galaxy Buds ในหน้า “การตั้งค่า” เพื่อเริ่ม <strong>“การทดสอบการได้ยิน” </strong>(Hearing Test) ได้เองภายในเวลาเพียง 5 นาที ระบบจะทำการตรวจวัดการได้ยินของหูแต่ละข้างแยกกันด้วยวิธี Pure-tone audiometry ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับคลินิก เพื่อระบุระดับความบกพร่องทางการได้ยินอย่างแม่นยำ ก่อนจะประมวลผลออกมาเป็นกราฟแสดงผลการตรวจการได้ยิน (Audiogram) ที่มีความแม่นยำเทียบเท่ากับการประเมินโดยนักโสตสัมผัสวิทยา โดยจะแบ่งระดับการได้ยินออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ เล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง หรือรุนแรงมาก</p>



<p>จากผลการทดสอบข้างต้น <strong>ฟีเจอร์เครื่องช่วยฟัง</strong>จะทำการปรับแต่งโปรไฟล์เสียงและช่วยขยายคลื่นเสียงที่ผู้ใช้มักจะไม่ได้ยิน เช่น เสียงความถี่สูง เสียงกระซิบ และเสียงพูดจากระยะไกล ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นตามลักษณะหูของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงระดับเดียวกับเครื่องช่วยฟังเกรดพรีเมียม ทั้งระบบตัดเสียงรบกวนและเทคโนโลยีบีมฟอร์มมิง ที่ช่วยจับทิศทางการพูดจากด้านหน้า พร้อมลดเสียงแทรกจากรอบข้างได้อย่างชาญฉลาด  </p>



<p>นอกจากนี้ Galaxy Buds ยังประยุกต์ใช้สูตรคำนวณ NAL-NL2 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลระดับคลินิกในการปรับตั้งค่าเครื่องช่วยฟังตามใบสั่งแพทย์ จึงมั่นใจได้ในผลลัพธ์ที่แม่นยำ เที่ยงตรง และเหมาะสมกับโปรไฟล์การได้ยินของแต่ละบุคคลมากที่สุด</p>



<p>เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผู้ใช้ยังสามารถติดตามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการได้ยิน เช่น ระดับการรับสัมผัสเสียงดังรอบตัว ประวัติผลการทดสอบการได้ยิน ได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Health</p>



<h2 class="wp-block-heading">การวางจำหน่าย</h2>



<p>ฟีเจอร์เครื่องช่วยฟังและการทดสอบการได้ยินจะเปิดให้ใช้งานได้บน Galaxy Buds3 Pro และ Galaxy Buds4 Pro ในสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศที่ได้รับการอนุมัติในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />


<ol class="wp-block-footnotes"><li id="26e0aecf-8e10-42cd-8284-b0304956c50b">รองรับเฉพาะบน Galaxy Buds3 Pro และ Galaxy Buds4 Pro เท่านั้น <a href="#26e0aecf-8e10-42cd-8284-b0304956c50b-link" aria-label="Jump to footnote reference 1"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/21a9.png" alt="↩" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />︎</a></li><li id="610c0a2f-9f20-49cf-b820-2caabc72c76b">ความพร้อมในการใช้งานอาจแตกต่างกันไปตามประเทศ/ภูมิภาค รุ่นของอุปกรณ์ หรืออุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่อ ฟีเจอร์เครื่องช่วยฟังออกแบบมาสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะสูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ <a href="#610c0a2f-9f20-49cf-b820-2caabc72c76b-link" aria-label="Jump to footnote reference 2"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/21a9.png" alt="↩" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />︎</a></li><li id="81630ed5-e0c8-4219-9517-89738a474b08">การรองรับฟังก์ชันเต็มรูปแบบ จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน/อุปกรณ์ Galaxy ที่รองรับระบบปฏิบัติการ One UI 9 ขึ้นไป <a href="#81630ed5-e0c8-4219-9517-89738a474b08-link" aria-label="Jump to footnote reference 3"><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/21a9.png" alt="↩" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />︎</a></li></ol>]]></content:encoded>
																				</item>
					<item>
				<title><![CDATA[ซัมซุง จับมือสแตนฟอร์ด เมดิซีน ยกระดับการตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านสุขภาพในอนาคต]]></title>
				<link>https://news.samsung.com/th/%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94-%e0%b9%80</link>
				<pubDate>Fri, 11 Apr 2025 18:22:05 +0000</pubDate>
								<media:content url="https://img.global.news.samsung.com/th/wp-content/uploads/2025/04/Samsung-Mobile-Stanford-Medicine-Sleep-Apnea-Collaboration-Galaxy-Watch-FDA_dl1-704x334.jpg" medium="image" />
				<dc:creator><![CDATA[Chinda Amornsawatsiri]]></dc:creator>
						<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทโฟน]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Health]]></category>
		<category><![CDATA[FDA]]></category>
		<category><![CDATA[Galaxy Watch]]></category>
		<category><![CDATA[Samsung Health]]></category>
		<category><![CDATA[Sleep Apnea Feature]]></category>
		<category><![CDATA[Stanford Medicine]]></category>
		<category><![CDATA[Stanford University]]></category>
		<category><![CDATA[U.S. Food and Drug Administration]]></category>
                <guid isPermaLink="false">https://bit.ly/3ROwVaY</guid>
									<description><![CDATA[ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจในขณะหลับบน Galaxy Watch ได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการอนุมัติจากหลายองค์กรชั้นนำระดับโลก ซัมซุง และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ประกาศความร่วมมือในโครงการวิจัยกับ Stanford Medicine เพื่อริเริ่มโซลูชันด้านสุขภาพเชิงนวัตกรรม ซึ่งต่อยอดจากฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับของซัมซุง[1] ที่ได้รับการอนุมัติแบบ De Novo จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เนื่องในวันอนามัยโลก โครงการนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนอนหลับที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม โดยจะดำเนินการเพิ่มเติมในด้านการดูแลสุขภาพเชิงรุก เริ่มต้นจากการศึกษานำร่องเพื่อนำไปต่อยอดต่อไป (pioneering study) โดยศาสตราจารย์ Robson Capasso ในฐานะผู้วิจัยหลัก และศาสตราจารย์ Clete Kushida ในฐานะผู้ร่วมวิจัย ได้สำรวจแนวทางที่เป็นไปได้เพื่อการปรับปรุงฟีเจอร์ตรวจจับภาวะการหยุดหายใจในขณะนอนหลับของซัมซุงให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสนับให้เกิดสุขภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นและสามารถให้การช่วยเหลือที่ทันท่วงทีหากเกิดปัญหา ในอนาคต โดยการศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การก้าข้ามขีดความสามารถในการตรวจจับ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI สำหรับการติดตามผลรายวันไปสู่การจัดการภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้มีเครื่องมือดูแลการนอนหลับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้สามารถรับรู้ถึงปัญหาและสามารถปรับปรุงสุขภาพได้ด้วยตนเอง ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับของซัมซุงที่มีบน Galaxy Watch[2]จะตรวจจับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการหายใจอย่างผิดปกติในระดับปานกลางถึงรุนแรง ก่อนหน้านี้เคยได้รับการอนุมัติจาก FDA ของสหรัฐอเมริกา หลังจากได้รับการอนุมัติจากกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของเกาหลี (MFDS) และล่าสุดได้รับอนุมัติจากสำนักงานเฝ้าระวังสุขภาพแห่งชาติของบราซิล (ANVISA) ทำให้ฟีเจอร์นี้จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้ในบราซิลภายในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ และทำให้สามารถใช้งานได้ 29 ตลาดทั่วโลก ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้จะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง […]]]></description>
																<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center"><i><span style="font-weight: 400">ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจในขณะหลับบน Galaxy Watch ได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการอนุมัติจากหลายองค์กรชั้นนำระดับโลก</span></i></h3>
<p><img class="size-medium wp-image-17640 aligncenter" src="https://img.global.news.samsung.com/th/wp-content/uploads/2025/04/Samsung-Mobile-Stanford-Medicine-Sleep-Apnea-Collaboration-Galaxy-Watch-FDA_dl1-612x408.jpg" alt="" width="612" height="408" /></p>
<p>ซัมซุง และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ประกาศความร่วมมือในโครงการวิจัยกับ Stanford Medicine <span>เพื่อริเริ่มโซลูชันด้านสุขภาพเชิงนวัตกรรม ซึ่งต่อยอดจากฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับของซัมซุง</span><a href="#_ftn1" name="_ftnref1"><span>[1]</span></a> <span>ที่ได้รับการอนุมัติแบบ </span>De Novo <span>จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (</span>FDA) <span>เนื่องในวันอนามัยโลก โครงการนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนอนหลับที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม โดยจะดำเนินการเพิ่มเติมในด้านการดูแลสุขภาพเชิงรุก เริ่มต้นจากการศึกษานำร่องเพื่อนำไปต่อยอดต่อไป (</span>pioneering study)</p>
<p>โดยศาสตราจารย์ Robson Capasso <span>ในฐานะผู้วิจัยหลัก และศาสตราจารย์ </span>Clete Kushida <span>ในฐานะผู้ร่วมวิจัย ได้สำรวจแนวทางที่เป็นไปได้เพื่อการปรับปรุงฟีเจอร์ตรวจจับภาวะการหยุดหายใจในขณะนอนหลับของซัมซุงให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสนับให้เกิดสุขภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นและสามารถให้การช่วยเหลือที่ทันท่วงทีหากเกิดปัญหา ในอนาคต โดยการศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การก้าข้ามขีดความสามารถในการตรวจจับ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี </span>AI <span>สำหรับการติดตามผลรายวันไปสู่การจัดการภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้มีเครื่องมือดูแลการนอนหลับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้สามารถรับรู้ถึงปัญหาและสามารถปรับปรุงสุขภาพได้ด้วยตนเอง</span></p>
<p>ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับของซัมซุงที่มีบน Galaxy Watch<a href="#_ftn2" name="_ftnref2"><span>[2]</span></a><span>จะตรวจจับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการหายใจอย่างผิดปกติในระดับปานกลางถึงรุนแรง ก่อนหน้านี้เคยได้รับการอนุมัติจาก </span>FDA <span>ของสหรัฐอเมริกา หลังจากได้รับการอนุมัติจากกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของเกาหลี (</span>MFDS) และล่าสุดได้รับอนุมัติจากสำนักงานเฝ้าระวังสุขภาพแห่งชาติของบราซิล (ANVISA) <span>ทำให้ฟีเจอร์นี้จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้ในบราซิลภายในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ และทำให้สามารถใช้งานได้ </span>29 <span>ตลาดทั่วโลก ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้จะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถตรวจพบอาการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้</span></p>
<p>Robson Capasso, MD, FAASM, Chief of Sleep Surgery, Professor of Otolaryngology and Head and Neck Surgery, former Associate Dean of Research, Stanford University School of Medicine. <span>กล่าวว่า</span> “<span>การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีจริยธรรม มีความเท่าเทียม และอ้างอิงจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ สำหรับการตรวจหาและดูแลจัดการภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงภาวะสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการนอนหลับ เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนรวมกับความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ และภูมิใจที่ได้ริเริ่มทำการศึกษาโดยนำสมาร์ทวอทช์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้งานสะดวกและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป มาใช้ประโยชน์</span>”</p>
<p>Dr. Hon Pak, Senior Vice President and Head of the Digital Health Team, Mobile eXperience Business, Samsung Electronics. <span>กว่าวว่า</span> “<span>ความร่วมมือกับสแตนฟอร์ด เมดิซีนในครั้งนี้ จะเป็นการผสานความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งด้านเทคโนโลยีของซัมซุง เข้ากับศักยภาพด้านการวิจัยระดับแนวหน้าของสแตนฟอร์ด เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพ เรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือตรวจจับ ไปสู่การมอบการโซลูชั่นในชีวิตประจำวันที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจและสามารถดูแลสุขภาพการนอนหลับของตนเองได้ดีขึ้น</span>”</p>
<p><strong>เชิงอรรถ</strong></p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1"><span>[1]</span></a> <em>ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นแอปพลิเคชันทางการแพทย์บนมือถือรูปแบบซอฟต์แวร์เท่านั้น ประเภทที่ผู้ใช้ซื้อได้เองโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา (</em><em>Over-the-Counter – OTC) <span>ซึ่งทำงานบนนาฬิกา </span>Samsung Galaxy Watch <span>และโทรศัพท์ที่รองรับ ฟีเจอร์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจจับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (</span>Obstructive Sleep Apnea) <span>ระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยดูจากรูปแบบการหายใจที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ในผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่อายุ </span>22 <span>ปีขึ้นไป ผ่านการติดตามผลเป็นเวลาสองคืน และมีไว้สำหรับการใช้งานเมื่อผู้ใช้ต้องการ</span></em></p>
<p><em>ฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ใช้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับมาก่อน ผู้ใช้ไม่ควรใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อทดแทนวิธีการวินิจฉัยและรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์โดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยความผิดปกติของการนอนหลับแต่อย่างใด</em></p>
<p><a href="#_ftnref2" name="_ftn2"><span>[2]</span></a> <em>ความพร้อมใช้งานอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละตลาด</em><em>, <span>ผู้ให้บริการเครือข่าย</span>, <span>รุ่นของนาฬิกา</span>, <span>หรือสมาร์ทโฟนที่ใช้เชื่อมต่อ ฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้บน </span>Galaxy Watch4 series <span>และรุ่นที่ใหม่กว่า โดยนาฬิกาต้องใช้ระบบปฏิบัติการ </span>Wear OS <span>เวอร์ชัน </span>5.0 <span>ขึ้นไป และต้องจับคู่กับสมาร์ทโฟน </span>Samsung Galaxy <span>ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ </span>Android 12.0 <span>ขึ้นไป</span></em></p>
]]></content:encoded>
																				</item>
			</channel>
</rss>