แหล่งข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน > ข่าวประชาสัมพันธ์

สินค้า > สมาร์ทโฟน

[World Sleep Day] ซัมซุง ชวนเช็กภาวะหยุดหายใจขณะหลับผ่าน Galaxy Watch ปลดล็อกพลังชีวิตเต็มร้อยรับ World Sleep Day 2026 

13-03-2026
แบ่งปันข่าวสาร

ผู้คนนับล้านทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) แต่กว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่มีภาวะดังกล่าว1 กลับไม่ทราบว่าตนเองกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ ซึ่งภาวะดังกล่าวถือเป็นความผิดปกติด้านสุขภาพที่สำคัญ ทำให้การหายใจหยุดชะงักเป็นช่วง ๆ ระหว่างการนอนหลับ ส่งผลให้การได้รับออกซิเจนของร่างกายลดลง คุณภาพการนอนหลับถูกรบกวน และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะนี้จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ในหลายกรณีกลับยังตรวจไม่พบ เนื่องจากการวินิจฉัยโดยทั่วไปมักต้องอาศัยการตรวจการนอนหลับในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง

 

เนื่องในโอกาส วันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ประจำปี 2026 ผลการศึกษาระดับโลกจากผู้ใช้งาน Samsung Health2 ได้เผยให้เห็นถึงภาพรวมของภาวะหยุดหายใจขณะหลับอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงผลกระทบที่อาจรบกวนคุณภาพการนอนหลับของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก สอดคล้องกับแนวคิดของ World Sleep Day ในปีนี้อย่าง “Sleep Well, Live Better” ซัมซุงจึงมุ่งนำสัญญาณเตือนที่มักมองไม่เห็นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มาถ่ายทอดเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ผ่านอุปกรณ์ในตระกูล Galaxy Watch เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานที่อาจได้รับผลกระทบสามารถปรับปรุงพฤติกรรมการนอนหลับ และดูแลสุขภาพโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น

ภาพ: อินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

 

 

 

ผลกระทบต่อการนอนหลับจากภาวะหยุดหายใจ

รายงานดังกล่าวพบว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษา 23% มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

 

Dr. Vanessa Hill  นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมการนอนหลับ กล่าวว่าภาวะตื่นตัวช่วงสั้น ๆ และการตื่นขึ้นระหว่างการนอนหลับที่เกิดขึ้นหลังจากช่วงที่การหายใจหยุดชะงัก จะทำให้การนอนหลับถูกรบกวนและขาดความต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้สมองไม่สามารถคงอยู่ในช่วงการนอนหลับระยะ REM และการนอนหลับลึก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการฟื้นฟูทั้งด้านการทำงานของสมองและร่างกายได้อย่างเต็มที่

 

นอกจากนี้จากรายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า การรบกวนการนอนหลับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งระยะเวลาและคุณภาพของการนอนหลับ ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบดังต่อไปนี้:

  • การนอนหลับช่วง REM ลดลง: ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีสัญญาณบ่งชี้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งตรวจพบผ่าน Galaxy Watch มีระยะเวลาการนอนหลับช่วงการเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างรวดเร็ว (Rapid Eye Movement: REM) น้อยลงประมาณ 4 นาที ซึ่งเป็นช่วงการนอนหลับที่สมองทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์ จัดเก็บความทรงจำ และเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ เมื่อร่างกายไม่ได้รับการนอนหลับในช่วง REM อย่างเพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดความแปรปรวนทางอารมณ์ รวมถึงปัญหาด้านความจำ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมได้
  • การนอนหลับลึก (Deep Sleep) ลดลง: ภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวได้รับการนอนหลับลึกน้อยลง โดยเฉลี่ยประมาณ 8 นาทีต่อคืน ซึ่งช่วงการนอนหลับลึกถือเป็นระยะสำคัญที่ร่างกายใช้ในการฟื้นฟูสภาพทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการหลั่งโกรทฮอร์โมน การซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รวมถึงการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายได้รับการนอนหลับลึกไม่เพียงพอ จึงอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียทางร่างกาย ฟื้นตัวได้ช้าลง และมีโอกาสเจ็บป่วยได้บ่อยยิ่งขึ้น
  • การตื่นระหว่างคืนบ่อยครั้งขึ้น: ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังมีแนวโน้มตื่นขึ้นระหว่างคืนบ่อยครั้ง และใช้เวลาตื่นอยู่นานขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 4 นาที การหยุดชะงักเหล่านี้รบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้ร่างกายคงอยู่ในช่วงการนอนหลับที่ตื้นและฟื้นฟูร่างกายได้น้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ แม้จะนอนหลับเป็นเวลานานเพียงใด ก็ยังอาจรู้สึกอ่อนเพลียในวันถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ระยะเวลาการนอนหลับโดยรวมสั้นลง: โดยภาพรวมแล้ว ผู้ที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีระยะเวลาการนอนหลับเฉลี่ยน้อยลงประมาณ 12 นาที แม้ระยะเวลาที่ลดลงนี้อาจดูเหมือนไม่มากนัก แต่ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพการนอนหลับโดยรวม เนื่องจากวงจรการนอนหลับถูกรบกวนและขาดความต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

 

Dr. Hill กล่าวว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก แม้จะสูญเสียระยะเวลาในการนอนหลับเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดร่วมกับการลดลงของคุณภาพการนอนหลับ ก็อาจส่งผลกระทบได้มากกว่าที่คิด”  ซึ่งสิ่งนี้เป็นความแตกต่างระหว่างการแค่นอนอยู่บนเตียง กับการได้รับการพักผ่อนที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนยังคงรู้สึกอ่อนเพลียในวันถัดไป

 

นอกจากนี้ Dr. Hill ยังสนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพการนอนหลับแบบหลายมิติ โดยกล่าวว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับส่งผลกระทบต่อหลายมิติของการนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา คุณภาพ ประสิทธิภาพของการนอนหลับ ตลอดจนระดับความอ่อนล้าในช่วงเวลากลางวัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำงานร่วมกัน และมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดสุขภาพโดยรวมและประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของเรา

 

เมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับส่งผลกระทบต่อการนอนหลับในทุกมิติ และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพอื่น ๆ การตรวจพบภาวะดังกล่าวตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงถือเป็นก้าวสำคัญลำดับแรกในการรับมือและจัดการกับปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่องวิธีตรวจจับสัญญาณภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงของ Galaxy Watch

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักทำได้ยาก เนื่องจากโดยทั่วไปจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาล ซึ่งอาจไม่สะดวกและใช้เวลาค่อนข้างมาก เป็นที่มาให้ ซัมซุงพัฒนาโซลูชันการตรวจจับสัญญาณเบื้องต้นที่สามารถทำได้จากที่บ้าน ด้วยฟีเจอร์ Sleep Apnea3 บน Galaxy Watch ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมรูปแบบแรกของอุตสาหกรรมที่นำความสามารถดังกล่าวมาไว้ในอุปกรณ์สวมใส่ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามและสังเกตสัญญาณความเสี่ยงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

  • วิธีการทำงาน: ผู้ใช้งานเพียงสวมใส่ Galaxy Watch รุ่นที่รองรับ4 เพื่อติดตามการนอนหลับเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 คืน ภายในช่วงเวลา 10 วัน ฟีเจอร์ Sleep Apnea ซึ่งใช้งานผ่านแอป Samsung Health Monitor จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสังเกตและประเมินสัญญาณเบื้องต้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้แบบเชิงรุก โดยฟีเจอร์ดังกล่าวเปิดตัวครั้งแรกในประเทศเกาหลีใต้ และต่อมาได้รับการรับรองแบบ De Novo จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) ซึ่งปัจจุบันพร้อมให้ใช้งานแล้วในกว่า 78 ประเทศทั่วโลก5 และยังคงมีการขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
  • เทคโนโลยีเบื้องหลัง: ฟีเจอร์ดังกล่าวทำงานโดยอาศัย BioActive Sensor บน Galaxy Watch เพื่อติดตามระดับออกซิเจนในเลือดระหว่างการนอนหลับ และตรวจจับช่วงเวลาที่ผู้ใช้งานหยุดหายใจ (Apnea) หรือหายใจได้ไม่เพียงพอ (Hypopnea) โดยเมื่อได้ข้อมูลแล้ว ระบบจะนำมาประเมินค่า Apnea-Hypopnea Index (AHI) ของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้บ่งชี้ระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA)
  • จากการตระหนักรู้สู่การดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม: การตรวจจับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้ผู้ใช้งานมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการช่วยตรวจจับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับแล้ว Galaxy Watch ยังช่วยสนับสนุนการสร้างพฤติกรรมการนอนหลับที่ดี เพื่อส่งเสริมสุขภาพการนอนหลับแบบองค์รวม โดยมีฟีเจอร์สำคัญ เช่น Sleep Coaching ที่ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการนอนหลับอย่างละเอียด พร้อมแนะนำแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการนอน และฟีเจอร์ Bedtime Guidance6 ที่ช่วยแนะนำเวลานอนที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพออย่างสม่ำเสมอ

 

Dr. Hill กล่าวเพิ่มเติมว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความไม่สะดวกในการเข้ารับการตรวจการนอนหลับในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้เทคโนโลยีบนอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Galaxy Watch จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงขั้นตอนแรกของการประเมินภาวะดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะผู้ใช้งานสามารถเก็บข้อมูลการนอนหลับที่มีความหมายได้จากการนอนหลับในสภาพแวดล้อมของตนเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรึกษาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

 

เริ่มต้นดูแลคุณภาพการนอนหลับให้ดียิ่งขึ้น

การนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพในยามค่ำคืน ถือเป็นก้าวแรกสู่การมีสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีพลัง และซัมซุงพร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยดูแลผู้ใช้ในทุกขั้นตอน โดยระบบนิเวศของซัมซุงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจจับสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับผ่าน Galaxy Watch ไปจนถึงการให้คำแนะนำที่เหมาะสม และการเชื่อมต่อผู้ใช้งานกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผ่านเครือข่ายด้านสุขภาพของซัมซุง เพื่อให้ได้รับคำปรึกษาอย่างมืออาชีพต่อไป

 

ในอนาคต ซัมซุงยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและต่อยอดฟีเจอร์ Sleep Apnea อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและมอบข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะการให้ความสำคัญกับการพักผ่อนในวันนี้ คือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดียิ่งขึ้นในวันหน้า

 

เชิงอรรถ

[1] “Obstructive Sleep Apnea National Indicator Report,” โดย American Academy of Sleep Medicine (2023)

[2] การศึกษานี้ดำเนินการกับผู้ใช้งาน Samsung Health ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ บราซิล แคนาดา เม็กซิโก รัสเซีย ชิลี แอฟริกาใต้ และฟิลิปปินส์ ระหว่างเดือนมกราคม มิถุนายน 2025

[3] ฟีเจอร์ Sleep Apnea เป็นแอปพลิเคชันทางการแพทย์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ประเภทซอฟต์แวร์เท่านั้น (Software-only) ที่วางจำหน่ายแบบไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (Over-the-Counter: OTC) ซึ่งทำงานร่วมกับ Samsung Galaxy Watch และสมาร์ทโฟนที่รองรับ โดยออกแบบมาเพื่อการใช้งานตามต้องการ ผู้ใช้งานไม่ควรใช้ฟีเจอร์นี้แทนที่การวินิจฉัยหรือการรักษาตามมาตรฐานโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลจากอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในการวินิจฉัยความผิดปกติของการนอนหลับ ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานอายุ 22 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยระบบจะติดตามสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรง (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

[4] การให้บริการอาจแตกต่างกันไปตามประเทศ ผู้ให้บริการเครือข่าย รุ่นอุปกรณ์ หรือสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อ ฟีเจอร์นี้รองรับตั้งแต่ Galaxy Watch4 Series เป็นต้นไป โดยนาฬิกาต้องใช้ระบบปฏิบัติการ Wear OS 5.0 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า และต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy ที่ใช้ Android 12.0 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า

[5] ประเทศและภูมิภาคที่รองรับ ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย อาเซอร์ไบจาน บาห์เรน เบลเยียม โบลิเวีย บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา ชิลี เกาะคริสต์มาส หมู่เกาะโคโคส (คีลิง) โครเอเชีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก สาธารณรัฐโดมินิกัน เอกวาดอร์ อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ เอสโตเนีย หมู่เกาะแฟโร ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส จอร์เจีย เยอรมนี กรีซ กัวเตมาลา ฮ่องกง ฮังการี ไอซ์แลนด์ อิรัก ไอร์แลนด์ อิตาลี จอร์แดน คูเวต ลัตเวีย เลบานอน ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มาเลเซีย มอริเชียส มายอต เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิการากัว เกาะนอร์ฟอล์ก นอร์เวย์ โอมาน ปานามา ปารากวัย เปรู ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ โปรตุเกส กาตาร์ โรมาเนีย รัสเซีย เรอูนียง สโลวาเกีย สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ซีเรีย ไต้หวัน ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอลา เวียดนาม และเยเมน

[6] ฟีเจอร์ Bedtime Guidance ใช้งานได้บนสมาร์ทโฟน Android (Android 11 ขึ้นไป) และต้องติดตั้งแอป Samsung Healthเวอร์ชัน 6.30.2 หรือใหม่กว่า โดยคำแนะนำเวลาเข้านอนจะอ้างอิงจากการวิเคราะห์รูปแบบการนอนหลับของผู้ใช้งานเป็นเวลา 3 วัน โดยพิจารณาจากจังหวะชีวภาพ (Circadian Rhythm) และแรงกดดันการนอน (Sleep Pressure) ฟีเจอร์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายทั่วไปเท่านั้น ผลการวัดมีไว้เพื่อการอ้างอิงส่วนบุคคล และไม่ได้มีวัตถุประสงค์สำหรับการตรวจจับ วินิจฉัย หรือรักษาภาวะทางการแพทย์หรือความผิดปกติของการนอนหลับ ผู้ใช้งานควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป

 

 

พบปัญหาด้านการบริการ ติดต่อ samsung.com/th/support
สื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ chinda.a@samsung.com

แผนผังเว็บไซต์

กลับสู่ด้านบน