[Galaxy Unpacked July 2026] ซัมซุงจับมือพันธมิตร เผยวิสัยทัศน์อนาคตของการดูแลสุขภาพด้วยระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกันครบวงจร เปลี่ยนทุกสัญญาณจากร่างกาย สู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
23-07-2026
บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสำคัญของ “นวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล” ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันส่วนบุคคลที่เชื่อมโยงกันครบวงจร ผ่านการผสานนวัตกรรมด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือเข้ากับความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำด้านการดูแลสุขภาพภายในงาน Galaxy Unpacked 2026 ที่จัดขึ้นที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อเร็ว ๆ นี้
และเพื่อเป็นการขยายภาพวิสัยทัศน์ดังกล่าว ซัมซุงได้จัดเสวนาในหัวข้อ “Rewriting the Rules of Preventive Health” (พลิกโฉมกฎในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน) ดำเนินการเสวนาโดย ดร.ฮอน ปาร์ค รองประธานอาวุโสและหัวหน้าทีมดิจิทัลเฮลท์ ธุรกิจโมบายล์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ (MX) บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ พร้อมด้วยผู้นำด้านโภชนาการ ฟิตเนส งานวิจัยทางการแพทย์ และ AI เพื่อร่วมหาคำตอบว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยปิดช่องว่างระหว่าง ‘การรับรู้’ กับ ‘การลงมือทำ’ ในการดูแลสุขภาพประจำวันได้อย่างไร

ความย้อนแย้งเรื่องสุขภาพ และ “ระยะทางที่ขาดหายไป”
ดร.ปาร์ค เริ่มการเสวนาโดยเปิดประเด็นถึงความย้อนแย้งของการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบันว่า แม้นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลและรวดเร็วแค่ไหน แต่จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังทั่วโลกกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เราอยู่ในยุคที่มีการเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้คนนับพันล้านคนคอยเช็กการนอน ความเครียด และการเต้นของหัวใจตัวเองทุกวัน แต่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสื่อถึงว่า ข้อมูลที่มากขึ้นไม่ได้หมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้นเสมอไป”
ดร.ปาร์คเปรียบเทียบช่องว่างนี้ว่าประกอบด้วย “2 ระยะทางที่ขาดหายไป” ระยะแรก คือการตรวจจับและติดตามผล เพราะปัจจัยที่กำหนดสุขภาพส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล แต่ที่ผ่านมา การติดตามผลอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันยังทำได้ยาก และไม่เคยถูกเชื่อมโยงไปถึงแพทย์ผู้รักษา ระยะสุดท้าย คือการลงมือปฏิบัติจริงหลังการตรวจ แม้จะมีแผนดูแลสุขภาพดีแค่ไหน แต่สุดท้ายคนที่ต้องลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่แสนยุ่งเหยิงก็คือตัวเราเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด

ดร.ปาร์คชี้ว่า ซัมซุงจึงอยู่ในจุดที่พร้อมจะเข้ามาปิดช่องว่างทั้งสองระยะนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่อยู่ติดตัวผู้ใช้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ทั้งสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ ทำให้ซัมซุงไม่ได้เห็นแค่ตัวเลขทางด้านสุขภาพ แต่ยังเข้าใจบริบทที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นด้วย
“เราไม่ได้มองแค่ตัวเลข แต่เรามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเลขนั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่คุณพร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรม หรือช่วงเวลาที่คุณต้องการความช่วยเหลือ และมีการตัดสินใจ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่โรงพยาบาลหรือบริษัทอื่นเข้าถึงและประเมินได้ยาก”
อย่างไรก็ตาม ดร.ปาร์ค ย้ำว่าไม่มีบริษัทไหนทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้เพียงลำพัง ซัมซุงจึงมุ่งมั่นสร้างระบบ Connected Care ร่วมกับพันธมิตร เพื่อปิดช่องว่างการดูแลสุขภาพในทุกระยะอย่างยั่งยืน โดยมี AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ความน่าเชื่อถือทางการแพทย์และความเป็นส่วนตัว และ AI ขั้นสูงกับงานวิจัย
พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน: ปิดช่องว่างระยะสุดท้าย ตั้งแต่โต๊ะอาหารไปจนถึงโรงยิม
อาหารและการออกกำลังกาย เป็นสองปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลมากที่สุดและเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้มากที่สุด แต่ ดร.ปาร์ค ชี้ว่า นี่กลับเป็นช่องว่างระหว่าง ‘การรับรู้’ กับ ‘การลงมือทำ’ ที่กว้างที่สุดด้วย
คาร์ทิก โพเรีย หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Samsung Food กล่าวยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ทุกคนคุ้นเคยว่า “ลองนึกถึงเย็นวันอังคารที่คุณเลิกงานมาเหนื่อย ๆ ยืนเปิดตู้เย็นค้างไว้ ทุกอย่างที่คุณรู้เกี่ยวกับการกินเพื่อสุขภาพมักจะพ่ายแพ้ให้กับอะไรก็ได้ที่ใกล้มือและเร็วที่สุด นี่คือจุดที่เราตั้งใจเข้ามาแก้ไข เพราะสิ่งที่เรากินในทุก ๆ วัน คือเครื่องมือป้องกันโรคเรื้อรังที่ดีที่สุด”
คาร์ทิกอธิบายต่อไปว่า Samsung Health และ Samsung Food ได้จับมือกันเข้ามาแก้ปัญหานี้จากสองมุมมอง โดย Samsung Health จะทำหน้าที่ดึงข้อมูลสุขภาพเชิงลึกภายในร่างกายออกมาให้เห็น ทั้งดัชนีมวลกาย (BMI), ดัชนีสารต้านอนุมูลอิสระ ไปจนถึงระดับการสะสมน้ำตาลในเนื้อเยื่อ (AGEs Index) ส่วน Samsung Food จะนำคลังสูตรอาหารจากทั่วโลกและระบบวิเคราะห์อาหารอัจฉริยะ มาช่วยตอบสนองพฤติกรรมการกินจริงของผู้ใช้ ผ่านการออกแบบประสบการณ์ด้านโภชนาการที่ต่อยอดจากวิทยาศาสตร์การปรับพฤติกรรม ไม่ใช่แค่การบันทึกตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการเรียนรู้นิสัยและช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้การเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
“เราไม่ได้มาเพิ่มภาระให้คุณต้องคอยจัดการอะไรเพิ่ม แต่เราทำให้ ‘ตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ’ กลายเป็น ‘ตัวเลือกที่ง่ายที่สุด’ ไม่ว่าจะเป็นคืนที่คุณมีแรงลุกขึ้นมาทำอาหาร หรือคืนที่คุณเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรเลยก็ตาม”

ในฝั่งของการเคลื่อนไหวร่างกาย เควิน ดัฟฟี่ ซีอีโอของ iFIT ได้ชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายคือรากฐานสำคัญของสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมอธิบายถึงการนำโปรแกรมออกกำลังกายโดยผู้เชี่ยวชาญของ iFIT มาเชื่อมต่อเข้ากับ Samsung Health เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
“การออกกำลังกายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจและหลอดเลือด ความแข็งแรง ความคล่องตัว คุณภาพการนอนหลับ ไปจนถึงการรับมือกับความเครียด”
ผู้ใช้สามารถค้นหาและสมัครรับบริการโปรแกรมฟิตเนสระดับพรีเมียมของ iFIT ได้โดยตรงผ่าน Samsung Health พร้อมเชื่อมต่อการทำงานเข้ากับ Galaxy Watch เพื่อติดตามตัวชี้วัดสำคัญได้แบบเรียลไทม์ระหว่างออกกำลังกาย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังมี Fitness Index ที่ช่วยประเมินภาพรวมความฟิตของร่างกายออกมาเป็นคะแนนที่เข้าใจง่าย พร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล และในอนาคต ดัฟฟี่ได้เผยว่า Samsung Health Assistant จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการนำคะแนน Fitness Index เป้าหมายส่วนบุคคล และประวัติกิจกรรมทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อแนะนำโปรแกรมออกกำลังกายที่ตอบโจทย์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
“การออกกำลังกายไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยับร่างกายเท่านั้น แต่คือการสร้างความเข้าใจในร่างกายของตนเอง การสร้างนิสัยที่ยั่งยืน และการได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม การผสานประสบการณ์ระดับผู้เชี่ยวชาญของ iFIT เข้ากับข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อมโยงผ่าน Samsung Health จะช่วยให้ผู้คนเปลี่ยนการเคลื่อนไหวร่างกายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีความหมายในชีวิตประจำวัน”

อย่างไรก็ตาม ดร.ปาร์ค ชี้ว่า เพียงแค่คอนเทนต์และข้อมูลเชิงลึกยังไม่เพียงพอที่จะปิด “ช่องว่างระยะสุดท้าย” ของสุขภาพได้ โจทย์ที่ท้าทายกว่านั้นคือ ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนผู้ใช้จากการแค่ “ความสนใจ” ไปสู่ “การลงมือทำจริง” ซัมซุงจึงออกแบบเทคโนโลยีโดยอ้างอิงจากชีวิตจริงของผู้คน ที่มักจะหลุดโฟกัสหรือทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จเป็นเรื่องธรรมดา และช่วงเวลาเหล่านั้นเองคือ จุดสำคัญที่สุดที่ผู้ใช้ต้องการการสนับสนุนที่ถูกจังหวะและตรงกับบริบทชีวิตมากที่สุด
ดร.ปาร์ค อธิบายว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การที่ระบบส่งสัญญาณแจ้งเตือนถี่แค่ไหน แต่คือ การเกิดพฤติกรรมดูแลสุขภาพจริงมากน้อยเพียงใด เช่น คำแนะนำเรื่องการลดบริโภคเค็มของแพทย์ ถูกเปลี่ยนเป็นรายการวัตถุดิบในตะกร้าช็อปปิ้งออนไลน์โดยอัตโนมัติ หรือการแนะนำโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกายจริงในวันนั้น ซึ่ง คาร์ทิก โพเรีย ได้กล่าวเสริมว่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง จากการผลักดันให้ผู้ใช้เปลี่ยนพฤติกรรม มาเป็นการมอบตัวเลือกในการดูแลที่ดีให้ผู้ใช้ตรงหน้าแทน
ความน่าเชื่อถือทางการแพทย์และความเป็นส่วนตัว: สร้างความไว้วางใจด้วยมาตรฐานที่พิสูจน์ได้
ดร.ปาร์ค ได้นำเข้าสู่ประเด็นเรื่อง “ความไว้วางใจ” โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่แล้ว แต่ยังมีน้อยคนนักที่จะนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับใช้ในการดูแลคนประจำวันได้จริง ซึ่งการจะปิดช่องว่างนี้ได้ ต้องอาศัย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ หลักฐานทางการแพทย์ (Evidence), ขั้นตอนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ (Workflow) และ ความไว้วางใจ (Trust)
โรฮิต เอล หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Technology Incubation Lab สถาบัน Samsung R&D Institute UK (SRUK) ได้อธิบายถึงการทำงานของทีมในการสร้างหลักฐานทางการแพทย์จากสภาพแวดล้อมจริง
“เป้าหมายของเราคือการสร้างหลักฐานที่ได้มาตรฐานตามที่แพทย์ นักวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแลต้องการ ซึ่งหมายถึงการพิสูจน์ผลในสภาพแวดล้อมทางคลินิกจริง โดยความมุ่งมั่นนี้ต่อยอดมาจากงานวิจัยและหลักฐานการตรวจสอบประสิทธิภาพทางการแพทย์ของซัมซุงที่มีมาอย่างต่อเนื่อง”
โรฮิตได้ยกตัวอย่างความร่วมมือในยุโรป ทั้งการทำงานร่วมกับ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (National Health Service: NHS) และการศึกษาทดสอบทางการแพทย์ร่วมกับโรงพยาบาลชั้นนำ ได้แก่
- โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย San Cecilio ในประเทศสเปน และ Gemelli ประเทศอิตาลี ซัมซุงกำลังร่วมพัฒนาเทคโนโลยี AI และระบบช่วยตัดสินใจ เพื่อระบุและรับมือกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease: CVD)
- Fondazione IRCCS ประเทศอิตาลี มุ่งเน้นการทำความเข้าใจและจัดการกับผลกระทบระยะยาวที่ผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (AYA) ต้องเผชิญ ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมดิจิทัล (Digital Phenotyping) ด้วย AI ควบคู่กับแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดยไม่เจ็บตัว
ในด้านความเป็นส่วนตัว โรฮิต เอล ยืนยันว่าซัมซุงยึดถือหลักการที่ว่า “ข้อมูลเป็นของผู้ใช้” โดยซัมซุงทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้น
“ความไว้วางใจเริ่มต้นจากการปกป้องข้อมูลผู้ใช้ ซัมซุงมีแนวทางดูแลความปลอดภัยของข้อมูล 3 ชั้น ได้แก่ Samsung Knox สำหรับความปลอดภัยระดับอุปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐาน GDPR และการดำเนินงานตามกรอบพื้นที่ข้อมูลสุขภาพยุโรป (European Health Data Space)”
นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่า SRUK ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการทดลองทางคลินิกแบบกระจายศูนย์ ซึ่งตัวตนของผู้เข้าร่วมทดสอบจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรด้านการดูแลสุขภาพ และข้อมูลจะถูกปกปิดตัวตน ตั้งแต่ต้นกระบวนการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้

AI ขั้นสูงและการวิจัย: ถอดรหัสสัญญาณของร่างกาย
หากการเข้าถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและความน่าเชื่อถือทางการแพทย์คือสองในสามปัจจัยหลัก “ระบบอัจฉริยะ” (Intelligence) ก็คือสิ่งที่เข้ามาเชื่อมโยงปัจจัยเหล่านั้นเป็นระบบเดียวกัน โดย ดร.ปาร์ค ได้นำเสนอ โมเดลพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมวงการสุขภาพ จากการอ้างอิงค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไป ไปสู่การดูแลสุขภาพส่วนบุคคลอย่างแท้จริง
โอทาวิโอ เพนัตติ หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนา AI ด้านสุขภาพ สถาบัน Samsung R&D Institute Brazil (SRBR) ได้อธิบายถึงความหมายและบทบาทที่แท้จริงของโมเดลพื้นฐานสำหรับสุขภาพไว้ว่า
“การต่อยอดความสำเร็จจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Large Language Models (LLMs) ช่วยให้เราสามารถตีความสัญญาณทางชีวภาพที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG), สัญญาณการเคลื่อนไหว (ACC) หรือสัญญาณการไหลเวียนเลือด (PPG) โดยไม่ได้มองเป็นแค่ข้อมูลที่แยกจากกันอีกต่อไป แต่เป็นการตีความในรูปแบบ ‘ภาษาทางชีวภาพที่มีโครงสร้าง’ ซึ่งสัญญาณเหล่านี้เก็บรวบรวมได้ง่ายในชีวิตประจำวันผ่านอุปกรณ์สวมใส่ และเมื่อนำมาประมวลผลด้วยโมเดลพื้นฐาน เราก็จะสามารถประเมินสุขภาพได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมมอบข้อมูลเชิงลึกที่ต่อเนื่องและเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนอย่างแท้จริง”
เขากล่าวเสริมว่า เช่นเดียวกับที่โมเดลภาษาเข้าใจคำศัพท์และประโยค โมเดลอัจฉริยะเหล่านี้สามารถจดจำรูปแบบ วิเคราะห์บริบท และตีความสัญญาณของร่างกายได้อย่างมีความหมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถตรวจพบสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคได้เร็วขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เข้ากับผลลัพธ์ด้านสุขภาพได้อย่างแม่นยำ

3 ประเด็นหลัก สู่เป้าหมายเดียวกัน
ในช่วงปิดท้ายการเสวนา ดร.ฮอน ปาร์ค ได้ขอให้ผู้ร่วมเสวนาแต่ละท่านสรุปวิสัยทัศน์ของ Connected Care ในยุค AI ในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยประโยคสั้น ๆ คนละหนึ่งประโยค ดังต่อไปนี้
- คาร์ทิก โพเรีย (Samsung Food): “ในอีก 5 ปีข้างหน้า การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้พลังใจหรือแรงฮึดในการทำอีกต่อไป แต่จะรู้สึกเหมือนมีเชฟและนักโภชนาการส่วนตัวอยู่ในกระเป๋า ที่พร้อมเปลี่ยนสิ่งที่ร่างกายต้องการให้กลายเป็นมื้อเย็นแสนอร่อยในทุก ๆ วัน”
- เควิน ดัฟฟี่ (iFIT): “โค้ชที่รู้จักร่างกายคุณอย่างแท้จริง และพร้อมปรับเปลี่ยนทุกการออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกายของคุณในวันนั้น ๆ”
- โรฮิต เอล (SRUK): “การดูแลสุขภาพที่แพทย์เชื่อมั่นและผู้ป่วยเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเอง โดยอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ และคุ้มครองความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ”
- โอทาวิโอ เพนัตติ (SRBR): “AI ที่เข้าใจภาษาของร่างกาย และพร้อมยื่นมือเข้ามาดูแลก่อนที่ปัญหาสุขภาพจะเกิดขึ้น”
ดร.ปาร์ค กล่าวปิดท้ายด้วยการสรุปใจความสำคัญของการเสวนา คือ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ความน่าเชื่อถือทางการแพทย์ และ AI ส่วนบุคคล ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้คือเสาหลักสำคัญที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ในการปิดช่องว่างทั้งระยะแรกและระยะสุดท้าย เพื่อขยายผลการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ให้เข้าถึงวิถีชีวิตจริงของผู้คนในทุกช่วงเวลาของชีวิต
“อนาคตของการดูแลสุขภาพ คือการเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน มีความน่าเชื่อถือ และเน้นการดูแลป้องกันล่วงหน้า ซึ่งซัมซุงพร้อมและยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมขับเคลื่อนอนาคตนี้ไปพร้อมกับทุกคน” ดร.ปาร์ค กล่าวทิ้งท้าย